ตำราพิชัยสงครามทุกเล่มระบุว่าว่าน
คือสุดยอดคงกระพัน โดยธรรมชาติ นักรบโบราณนิยมการอาบว่าน เคี้ยวว่าน
โบราณจารย์ในอดีตล้วน ปลูกว่าน เลี้ยงว่าน เพื่อนำมาใช้ประโยชน์
พระเครื่องเนื่อดิน
เนื้อผงล้วนมีส่วนผสมสำคัญคือว่าน การเปิดกรุที่สุโขทัย วัดตาเถรขึงหนัง
กลิ่นหอบตลบของว่านเสน่ห์จันทร์ที่ยังคงกำซาบซ่านมาจนทุกวันนี้
ภาคเหนือที่ดอยคำจังหวัดเชียงใหม่เจดีย์ถล่มทลายพบพระพิมพ์สามหอมที่ผสมด้วยว่านหอมของภาคเหนือเป็นสำคัญ
คนไทยที่เป็นนักสู้อยู่บนหลังม้า
หรือถือดาบอยู่บนดินต่างชำระร่างกายด้วยว่าน เคี้ยวว่าน
หรือสวมใส่ผ้าประเจียดและรัดแขนด้วนว่านเช่นกัน
พระว่านที่พบนั้นแบ่งโดยลักษณะทางกายภาพสามารถแบ่งได้ดังนี้คือ
พระว่านหน้าทอง
พระว่านหน้าเงิน พระว่านหน้านาค พระว่านทั้งองค์
พระว่านในสมัยโบราณนั้นผสมว่านกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์สมัยนี้อาจน้อยกว่ามากเนื่องจากว่านหายากขึ้น การสลายตัวของความเชื่อและความรู้
สึกศรัทธาในว่านนั้นเกิดจากการที่มีผู้ที่รู้ไม่จริงและอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง
วิเศษเลิศล้ำจนเกินเหตุ ผู้คนรุ่นใหม่จึงท้อแท้ไม่รู้จะเชื่อใครดี
อ่านเวปผมข้อเขียนผมแล้วอย่าเชื่อทันทีครับ อ่านแล้วคิดตามแล้วค่อยเชื่อ
เนื่อจากความเชื่อที่เกิดจากความเข้าใจนั้น ย่อมแน่นหนักลึกล้ำ มิคลอนคลาย
ในยุคที่บ้านเมือเป็นป่าดงดิบดงดำนั้นความเร้นลับของธรรมชาติยังครอบงำอยู่ในจิตใจคน
ว่านยังเป็นเอกห่งความเร้นลับ
ว่านบางชนิดเมื่อออกดอกกลิ่นของมันทำให้สัตว์ป่าไม่กล้าเข้าไกล้
เช่นว่านนาคราชเป็นต้น
ใข้ป่าบางส่วนเกิดจากพิษของว่าน หรือดอกว่าน เช่น ว่านกระสือ ว่านผีโพง
ว่านกระดูกผีเป็นต้น ว่านกระสือนั้นถือเป็นสุดยอดของความเร้นลับในป่าดงดิบ
เมื่อหัวว่านแก่จัดจะเกิดแสงเรืองรองรอบๆ กอว่าน ทำให้เกิดตำนานผีกระสือ
พระหลวงปู่ทวดวัดช้างให้ปัตตานีนั้นสร้างจากว่านสดๆ ผสมดินขี้ค้างคาวที่เรียกว่าดินกากยักษ์เนื้อพระจึงไม่แห้งเหมือนไม้ว่านแห้ง
ออกสีเขียว เทา ดำ ตามส่วนผสม
ครับเนื่องจากพระว่านตามตำราเดิมนั้นปรากฎเป็นสีเหมือนเนื้อไม้แห้ง
หากว่านนั้นมีความสดจะออกสีเขียวหรือเทา
จากประวัติศาสตร์นั้นพระเนื้อว่านนั้นสร้างมานานมากอาจก่อนยุคสุโขทัยด้วยซ้ำไปดังที่เห็นหน้าตามากมายในวงการคือพระว่านหน้าทอง สุโขทัย เช่านปางเปิดโลก ปางประทานพร
สุดยอดของพระว่านที่พบมากที่สุดคือวัดพระธาตุพนม จังหวัดนครพนม
เมื่อครั้งที่กรมศิลปากรณ์ไปบูรณะคราที่พระธาตุล้มเมื่อปี 11 สิงหาคม
พศ 2518ครั้งนั้น มรว คึกฤทธิ ปราโมช
เป็นนายกรัฐมนตรี นอกจากข้าวของล้ำค่าเป็นทองคำ เงินนาค
ที่มากที่สุดคือพระเนื้อว่าน หน้าเงิน หน้าทองอีกมาก มากสุดคือพระเนื้อว่านล้วน
ว่านนี้เรียกว่าว่านจำปาศักดิ์
ลองมาดูกันเรื่องว่านก่อนดีกว่าครับ
"ว่าน"
เป็นคำที่ใช้เรียกนำหน้าชื่อต้นไม้โดยเฉพาะต้นไม้ที่ใช้ประโยชน์ทางด้านสมุนไพรและไม้ประดับบางชนิด
ว่านหลายชนิดถูกเรียกว่า "ว่าน" จนติดปากและเป็นที่รู้จักกันมาแต่โบราณ
จากการสืบค้นพบว่ามีการ กล่าวถึงว่านในหนังสือตำรายาไทยชื่อ
แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ รวบรวมโดย พระยาพิศประสาทเวช ในปี พ.ศ. 2452 และ หนังสือชื่อ
แพทย์ตำบล เล่ม1 รวบรวมจัดพิมพ์โดย พระยาแพทย์พงศา วิสุธาธิบดี (สุ่น สุนทรเวช)
ต้นตระกูลสุนทรเวช ในปี พ.ศ.2464 หนังสือทั้งสองเล่มกล่าวถึงว่าน 5
ชนิดเท่านั้นคือ ว่านกีบแรด ว่านนางคำ ว่านหางช้าง ว่านน้ำ ว่านเปราะ
หลังจากปี
พ.ศ. 2464 เป็นต้นมา ว่านจึงเริ่มเป็นที่แพร่หลาย มีตำราที่กล่าวถึงลักษณะว่าน
ตำราที่รวบรวมความรู้เกี่ยวกับว่าน ใน ปี พ.ศ. 2476 หลวงประพัฒน์สรรพากร
รวบรวมหนังสือชื่อ ตำรากระบิลว่าน
จนเป็นที่ยอมรับในหมู่นักเล่นว่านและนับว่าเป็นตำราที่ให้ความรู้เรื่องว่านอย่างสมบูรณ์ที่สุด
แม้ราชบัณฑิตสถานยังยอมรับและใช้เป็นหนังสืออ้างอิงในการชำระพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน
โดยนิยามไว้ว่า "ว่าน คือพืชที่มีหัวบ้าง ที่ไม่มีหัวบ้าง ใช้เป็นยาบ้าง
ใช้อยู่ยงคงกระพันบ้าง" เห็นได้ว่าความหมายตามพจนานุกรม
ว่านคือพืชที่มีหัวหรือไม่มีหัวก็ได้ บางชนิดปลูกเพื่อใช้เป็นยาสมุนไพร เป็นเครื่องรางของขลัง
ป้องกันอันตราย พิษสัตว์กัดต่อย ยาเบื่อเมา ยาสั่ง ยาเสพติด
สามารถดับพิษร้ายให้หายได้ ว่านแต่ละชนิดมีคุณานุภาพบันดาลให้เกิดผล เกิดโชคลาภ
ทำมาค้าขึ้น เงินทองไหลมาเทมา มีคนเคารพนับถือ มีความเชื่อกันว่าการปลูกเลี้ยงว่าน
ถ้าทำให้ถูกต้องตามพิธีการ ให้ความสำคัญว่าว่านเป็นของศักสิทธิ์มีอิทธิฤทธิ์
ก็ต้องมีพิธีมากกว่าการปลูกเลี้ยงธรรมดา
เพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลแก่ผู้ปลูกเลี้ยงและเป็นการเพิ่มฤทธิ์ธานุภาพให้แก่ว่าน
เช่น เวลารดน้ำต้องเศกคาถากำกับเป็นบทเป็นตอนต่างกันไป สามจบ
เจ็ดจบหรือตามอายุของผู้ปลูกเลี้ยงแล้วแต่ชนิดของว่าน การขุดก็ต้องทำในวัน เดือน
ต่างๆ กัน ทั้งข้างขึ้น ข้างแรม เช่น การขุดเก็บว่านมักเลือกวันอังคาร
วันใดวันหนึ่งในดือนสิบสองหรือไม่เกินวันพุธข้างขึ้นของเดือนอ้าย
เวลาขุดใช้มือตบดินใกล้กอว่านหรือต้นว่าน แล้วเศกคาถาเรียกว่านไปตบดินไปจนจบคาถา
จึงคอยขุดนำหัวว่านขึ้นมา
นับจาก พ.ศ. 2484
ความนิยมว่านก็ค่อยๆ ห่างหายไป จนกระทั่ง พ.ศ. 2500
ความนิยมว่านให้ความสำคัญกับว่านกลับมาอีกครั้งหนึ่ง
มีการรวบรวมจัดพิมพ์หนังสือว่านขึ้นมาอีกหลายฉบับ โดยเฉพาะหนังสือ
ว่านกับคุณลักษณะ รวบรวมโดย นายเลื่อน กัณหะกาญจนะ จัดพิมพ์จัดจำหน่ายในนามของ
สมาคมพฤกษศาสตร์แห่งประเทศไทย เป็นหนังสือที่ได้รับความนิยมจากนักเล่นว่านมาก
ปัจจุบันผู้ที่ให้ความสนใจว่านไม่เพียงชื่นชอบเหมือนผู้เลี้ยงว่านในสมัยก่อนเท่านั้น
แต่ยังให้ความสนใจในเรื่องต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ในด้านอื่นๆ หลายรูปแบบ
รวมทั้งการสนใจว่านในเชิงพฤกษาศาสตร์ ซึ่งมีการจัดแบ่งว่านได้ถึง 34 วงศ์ (Family) 512 สกุล (Genus) และ กว่า 1700 พันธุ์ (Species) มีทั้งว่านที่ให้ประโยชน์ทางยาสมุนไพรรักษาโรค
ว่านที่มีชื่อเป็นมงคลนำมาปลูกเป็นไม้ประดับ ซึ่งมีความเชื่อว่าว่านเหล่านี้เมื่อปลูกเลี้ยงแล้วจะส่งผลให้ทำมาค้าขึ้น
นำโชคลาภวาสนา มาสู่ผู้ปลูกเลี้ยง เช่นว่านที่เว็บไซท์ ๑๐๘ พรรณไม้ไทย
นำเสนอนี้เป็นเพียงบางส่วนของว่านที่เป็นมงคลนาม มีความสวยงาม
และเป็นที่นิยมของผู้ปลูกเลี้ยงทั่วไป
http://www.baanjompra.com
No comments:
Post a Comment