ประวัติคาถาและความเป็นมาของ
พระคาถา: คาถา ความหมายของคำว่า “คาถา”และวิชาอาคมในความหมายของคนปัจจุบัน ประวัติ
คาถา และความเป็นมาของ พระคาถาต่างๆ การใช้ คาถา ให้มีความศักดิ์สิทธิ์
คาถาเป็นองค์ภาวนาเพื่อสร้างกระแสจิต
เมื่อครั้งสมัยพุทธกาลพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมากแต่หลังจากการสังคายนาพระพุทธศาสนาครั้งที่ 3 (ตติยสังคายนา) แล้ว
พระพุทธศาสนาในประเทศอินเดียเริ่มร่วงโรยลง และต่อมาได้ย้ายไปประดิษฐานในลังกาศาสนาพุทธกับพราหมณ์ในอินเดียสมัยนั้นได้ผสมผสาน กันมา จนเกิดมีลัทธิ พุทธตันตระ
(ลัทธิพุทธศาสนาอันเกี่ยวกับการใช้คาถา-อาคมพระคาถา)เกิดขึ้น อีกลัทธิหนึ่ง
ศาสนาพราหมณ์ในขณะนั้นมีความมั่นคงเลื่อมใสในลัทธิไสยศาสตร์มากมีการใช้เวทมนตร์"คาถา"เป่าพ่นปลุกเสกและลงเลขยันต์ประกอบอาถรรพณ์ต่างๆแม้ในทางพระพุทธศาสนาก็ใช่ว่าจะปฏิเสธเสียทีเดียวเพราะพระพุทธศาสนาเองก็ยังมีคุณอัศจรรย์ ที่จัดเป็น ปาฏิหาริย์ไว้ 2 อย่าง คือ
1.
อนุสาสนีปาฏิหาริย์ คำสอนที่เป็นอัศจรรย์
2.
อิทธิปาฏิหาริย์ ฤทธิ์ที่เป็นอัศจรรย์ถึงกับ พระพุทธเจ้าได้ทรงยกย่อง
พระโมคคัลลานะ เถระไว้เป็นยอดของพระภิกษุที่ทรงอิทธิฤทธิ์หากแต่พระองค์ไม่ทรงยกย่องอิทธิปาฏิหาริย์เท่ากับ อนุสาสนีปาฏิหาริย์
การใช้เวทมนตร์คาถานั้น
ผลสำเร็จ จะเกิดขึ้นได้ก็อยู่ที่ดวงจิตสำรวมเป็นสมาธิ และสมาธินี้ท่านจัดบนฐานแห่งวิปัสสนาญาณถึงแม้หากว่าปุถุชนเราจะบรรลุได้อย่างสูงไม่เกินฌานสมาบัติก็ตามกระนั้นก็สามารถที่จะแสดงอิทธิฤทธิ์ได้ตามภูมิของตน เช่น พระเทวทัตต์หนแรกที่เธอได้รูปฌานเธอก็ยังสามารถบิดเบือนแปลงกายกระทำอวด ให้อชาตศัตรูกุมารหลงใหลเลื่อมใสได้
ส่วนอารมณ์ของรูปฌานนั้น ท่านใช้กสิณบ้างใช้คาถาบริกรรมบ้างสุดแต่นิสัยของผู้บำเพ็ญปฏิบัติโดยเฉพาะที่ใช้คาถาบริกรรมนั้น ผู้บริกรรม
จะรู้ถึงเนื้อความของคาถาที่บริกรรมนั้นหรือไม่ก็ตามนั่นมิใช่สิ่ง
ที่เป็นปัญหาที่สำคัญ เพราะความมุ่งหมายต้องการแต่จะให้สมาธิเท่านั้น
เพื่อผลในทางอิทธิปาฏิหาริย์ที่ตนมุ่งหวังปรารถนาพระคาถาและการทำสมาธิแบบนี้ ได้เจริญ แพร่หลายมากขึ้นได้เกิดมีคณาจารย์มุ่งสั่งสอนเวทมนตร์กัน และได้ดัดแปลงแก้ไขวิธีการทางไสยศาสตร์ของพราหมณ์มาใช้ โดยคัดตัดตอนเอาเนื้อมนต์ของพราหมณ์นั้นออกเสียบรรจุพระพุทธมนต์แทรกเข้าไปแทนเพราะมาคิดเห็นกันว่ามนต์พราหมณ์ยังเรืองอานุภาพถึงอย่างนี้ถ้าหากว่าเป็นพุทธมนต์คงจะยิ่งกว่าเป็นแน่ฉะนั้นในการใช้เวทมนตร์คาถาที่พวกเราพุทธศาสนิกชนปฏิบัติกันทุกวันนี้จึงล้วนแล้วแต่เป็นพระพุทธมนต์ที่ท่าน โบราณาจารย์ดัดแปลงแก้ไขเลียนแบบอย่างวิธีทางลัทธิไสยศาสตร์เดิมมาเท่านั้นหาใช่เป็นลัทธิไสยศาสตร์
ของพราหมณ์ดังที่บางท่านเข้าใจกันไม่ การรวบรวมคัมภีร์พระเวทพระคาถา
อย่างจริงจังเกิดขึ้นในสมัย เจ้าพระคุณพระมงคลราชมุนี (สนธิ์) วัดสุทัศน์ฯ
แต่เมื่อครั้งยังดำรงสมณศักดิ์เป็นพระศรีสัจจญาณมุนีอยู่นั้นพระคุณท่านเป็นผู้สนใจในศาสตร์ ประเภทนี้อยู่มากจึงได้พยายามรวบรวมขึ้นไว้จากสรรพตำราต่างๆส่วนมากเป็นของ สมเด็จพระสังฆราช (แพ) ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาจารย์ของท่านอันได้รับสืบต่อมาจาก สมเด็จพระวันรัต (แดง) ท่านได้ตั้งปณิธานที่จะให้วิชาเหล่านี้ได้เผยแพร่ต่อไปเพราะเกรงว่าจะสาบสูญเสียหมด
ในการรวบรวมคัมภีร์พระเวท พระคาถาต่างๆเหล่านี้ข้อความบางแห่งพอที่จะมี ต้นฉบับสอบทาน ก็ได้จัดการ สอบทานแก้ไข ให้ถูกต้อง ตามต้นฉบับเดิม ซึ่งได้คัดลอกสืบต่อกันมา แต่ก็ยังมีอักขระพระคาถา เนื้อมนต์นั้นบางทีก็มีความคลาดเคลื่อนไปบ้าง สำหรับบทที่หาต้นฉบับ สอบทานไม่ได้ ก็คงไว้ ตามรูปเดิม ซึ่งถ้าหากได้ผ่านสายตาท่าน ผู้รู้ทั้งหลายก็ได้โปรดกรุณา แก้ไขต่อเติมเสีย ให้ครบถ้วน เพื่อจะได้เป็นตำราที่ถูกต้องบริบูรณ์ ดุจต้นฉบับ ของเดิมเพื่อเป็นการเทิดทูน วิทยาการอันประเสริฐ รวมทั้งได้ดำรงคงอยู่เป็นแนวศึกษาของชั้นหลังสืบต่อไป


No comments:
Post a Comment